เราต้องการหน้าดินที่สมบูรณ์กลับคืน เพื่อแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน

แม้เราจะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในวันนี้ ก็ไม่ได้ช่วยดึงมันกลับลงมาจากชั้นบรรยากาศ

ก๊าซเรือนกระจกประกอบไปด้วยหลายอย่าง แต่ตัวที่มีจำนวนมากและเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากก็คือคาร์บอน ก๊าซเรือนกระจกจะลอยอยู่บนฟ้าสูงในชั้นบรรยากาศของโลก มันทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ระบายออกไปสู้นอกโลกไม่ได้อย่างที่เคยเป็น โลกเราตอนนี้เลยเป็นเหมือนตู้อบกล้วยตาก ถ้าใครเคยมีตู้อบแบบนี้จะเข้าใจทันทีว่ามันร้อนมากขนาดไหนเมื่อมันโดนแสงแดด

ตามข้อมูลขี้ว่า เราอาจมีเวลาเหลือแค่ 10 ปี กับ 0.4 องศาเซลเซียส เท่านั้นในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนนี้

วันนี้โลกของพวกเราเลยจุดปลอดภัยออกมามากแล้วครับ อยู่ในโซนวิกฤติและเป็นเรื่องเร่งด่วนระดับแดงจัดที่ต้องแก้ปัญหาให้ได้ หากเลยช่วงสิบปีนี้ไปแล้วโดยที่เราไม่ทำอะไรเลย เราอาจถึงขั้นหมดหนทาง

ข้อมูลเรื่องภาวะโลกร้อนและก๊าซเรือนกระจก ค่อยๆขยายออกมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนรู้ถึงอันตรายของมันมากขึ้นเรื่อยๆ แทบจะทุกคนรู้จักมันแล้ว แต่คนที่เข้าใจมันยังมีน้อยเกินไป ซึ่งความรู้กับความเข้าใจเป็นคนละอย่างกันและใช้แทนกันไม่ได้

ถ้าเราได้เข้าใจมัน เราจะไม่ผลักภาระเรื่องขยะส่วนตัวไปให้เทศบาล เราจะไม่ผลิตขยะประจำวันเกินความจำเป็นหลายเท่าในบ้านของเรา
ถ้าเราเข้าใจมัน เราจะเริ่มขับรถยนต์เฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ใช้มันอย่างไร้ขีดจำกัดเหมือนทุกวันนี้
ถ้าเราเข้าใจมัน เราจะเริ่มสนับสนุนสินค้าที่มีแนวความคิดในการแก้ไขปัญหาโลกแทนสินค้าเดิมทั้งหมดที่เราซื้ออยู่

ผมได้เล่าเรื่องของ ภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิของโลก ไว้ด้วยอาจทำให้คุณเข้าใจมันได้มากขึ้นครับ

และเรื่องด้านล่างนี้ จะเล่าที่มาที่ไปและทำให้คุณเข้าใจเรื่องของคาร์บอนที่เป็นต้นตอของก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น เมื่อเข้าใจธรรมชาติของมันแล้วเราก็จะจัดการคาร์บอนที่เป็นต้นเหตุได้ สามารถทำให้มันลดลงจากชั้นบรรยากาศได้ โดยหัวใจของเรื่องทั้งหมดจะไปสรุปที่ เราไม่ได้ต้องการป่ากลับคืนมาให้โลกทั้งหมดก็ได้ วันนี้แค่เรามีหน้าดินที่สมบูรณ์กลับคืนมาก็เพียงพอแล้ว ในการเยียวยาภาวะโลกร้อน

ก๊าซเรือนกระจกกับจุลินทรีย์และคาร์บอน

หลายคนน่าจะพอรู้แล้วว่า พืชใช้แสงอาทิตย์และคาร์บอนในการเติบโต แต่เรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้คือเกือบครึ่งหนึ่ง (40%) ของคาร์บอนที่พืชดึงมา มันจะส่งไปที่รากไต้ดินให้เป็นอาหารและที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าจุลินทรีย์
จุลินทรีย์จะใช้คาร์บอนเป็นอาหาร และสร้างโพรงคาร์บอนเล็กๆในดิน เพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศและน้ำ มันทำหน้าที่ย่อยสลายปุ๋ยส่งเป็นธาตุอาหารให้พืชเป็นการตอบแทน นี่คือวงจรที่เกี่ยวข้องระหว่างคาร์บอนและจุลินทรีย์

ด้วยการที่ผืนดินได้เก็บคาร์บอน 40% นี้สะสมลงไว้เรื่อยๆ โดยจุลินทรีย์ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมของดินจึงสามารถเก็บคาร์บอนได้มากกว่าชั้นบรรยากาศและพืชที่อยู่บนดินรวมกันเป็นอย่างมาก ฉะนั้นในกระบวนการนี้จึงต้องใช้ทั้ง พืชและจุลินทรีย์ ไม่ใช่พืชอย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ และผมจะเน้นว่าหัวใจที่สำคัญในการสร้างความสมดุลย์ของโลกให้กลับมาได้ พระเอกในตอนนี้ก็คือจุลินทรีย์

และนี่คือเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ที่โลกเรามีมานานแล้วในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจก

เราต้องการจุลินทรีย์ให้เกิดขึ้นที่หน้าดินของโลกเราอย่างมาก เพื่อดึงคาร์บอนลงมาเก็บไว้ในหน้าดิน แต่ปัจจุบันดินของเรามีจุลินทรีย์เหลือน้อยมากๆ สองสิ่งที่ทำให้จุลินทรีย์ตายคือ แสงแดดและสารเคมีจากการเกษตร หน้าดินที่เปลือยเปล่าไม่มีอะไรปกคลุมจะโดนแสงแดดและทำให้จุลินทรีย์ตาย รวมถึงสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือยาฆ่าหญ้า

ตอนนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องปลูกป่า ซึ่งทุกคนน่าจะเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ดีแล้ว แต่เราจะพูดถึงเรื่องการจะทำให้จุลินทรีย์กลับมาอยู่ในดินให้ได้มากที่สุดในข้อจำกัดของมนุษย์ในวันนี้ ต้องทำอย่างไร

เราไม่ได้ต้องการป่ากลับคืนมาให้โลกทั้งหมดก็ได้ วันนี้แค่เรามีหน้าดินที่สมบูรณ์กลับคืนมาก็เพียงพอแล้ว

ผืนดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าหรือพืชขนาดเล็กก็เพียงพอแล้วในการสร้างชีวิตของจุลินทรีย์และดึงคาร์บอนลงสู่ผืนดิน ดินที่ไม่ถูกแสงแดด จะเริ่มมีชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุด เพียงแค่มนุษย์ไม่ไปแตะต้องยุ่งเกี่ยวกับดินเท่านั้นเอง

มันง่ายมากแค่นี้จริงๆ คือการไม่ทำอะไรกับหน้าดินที่เรามีอยู่บนโลกตอนนี้เลย ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเยียวยาด้วยตัวเอง แค่เวลาไม่นานดินจะเริ่มเกิดหญ้าเและพืชขนาดเล็ก เกิดความหลากหลายของชีวิตตัวเล็กๆ จุลินทรีย์จำนวนมหาศาลจะทยอยเกิดขึ้นอย่างไม่หยุด โดยที่ไม่ต้องพึ่งไม้ต้นใหญ่ที่ใช้เวลาในการเติบโตนาน เราก็สามารถดึงคาร์บอนลงกลับมาเก็บที่ผืนดินได้แล้วในระยะเวลาอันสั้น

แต่..ในความเป็นจริง ด้วยวิถีชีวิตของมนุษย์วันนี้ เราไม่สามารถปล่อยผืนดินทิ้งโดยไม่ไปแตะต้องมันแบบที่คิดได้ เราเปลี่ยนผืนดินครึ่งหนึ่งที่มนุษย์อยู่อาศัยได้ มาเพื่อปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ไปหมดแล้ว มีเพียงผืนป่าเท่านั้นที่ยังคงมีดินที่มีชีวิตของจุลินทรีย์อยู่ แต่อย่างที่เรารู้ป่าก็ยังคงถูกรุกรานและเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

วิธีที่มนุษย์สามารถอยู่ภายใต้ข้อจำกัดนี้ได้ ผมมองไม่เห็นทางออกอื่นอีกเลย นอกจากมนุษย์ต้องทำเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีเท่านั้นครับ เราก็จะได้จุลินทรีย์มาไว้ในดินเหมือนเดิมได้ และแค่เหตุผลนี้มนุษย์ก็ควรหยุดใช้สารเคมีในการเกษตรกันนาทีนี้เลย เราไม่สามารถจะอ้างเหตุผลอื่นๆเพื่อใช้มันได้อีกแล้ว เมื่อมองถึงข้อจำกัดของเงื่อนเวลาของสภาพอุณหภูมิโลก

แล้วผู้คนจะช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไร ในวิถีชีวิตประจำวัน

มีเรื่องน่าสนใจจากสายการเมืองอันหนึ่งคือ เรามี ข้อตกลงปารีส เกิดขึ้นมาเมื่อปี 2015 จากการนำเสนอโครงการ 4 PER 1000 โดย Stéphane Le Foll รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของฝรั่งเศษในตอนนั้น พื้นเพแกเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา เป็นคนบ้านนอกจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง

4 PER 1000 เป้าหมายคือการเพิ่มปริมาณคาร์บอนลงบนผืนดินของโลกให้ได้ปีละ 0.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันคือตัวเลขเท่ากับที่มนุษย์ปล่อยคาร์บอนออกสู่อากาศในแต่ละปี โดยการเปลี่ยนวิธีทำเกษตรไปสู่การไม่ใช้สารเคมี มีหลายๆประเทศได้ทำข้อตกลงนี้ และอีกหลายๆประเทศก็ไม่สนใจมันเลย เช่น จีน อเมริกา ที่มีพื้นที่เกษตรจำนวนมหาศาล (ให้ทายว่าประเทศไทยของเราทำข้อตกลงนี้ด้วยไหม) และนี่คือแอคชั่นจากสายการเมืองที่ดูมีความหวังที่สุดแล้วในตอนนี้

ถ้าผู้คนเข้าใจว่าดินสามารถบรรจุคาร์บอนได้ นี่อาจจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้เราแก้ไขปัญหาได้

เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ในการที่ต้องช่วยกัน สนับสนุนกัน ให้เกิดเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีกับผืนดินทั่วโลกให้ได้ และวิธีที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ก็ไม่ได้ยากจนเกินความสามารถของมนุษย์ อยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำมันไหม จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณเองสักนิดหน่อยได้ไหม

ผู้คนควรต้องหันมาสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องเร่งส่งเสริมสินค้าจากคนทำเกษตรอินทรีย์ ให้ได้เร็วและมากที่สุด เปลี่ยนการซื้อสินค้า ซื้ออาหารของคุณที่เคยมี ให้เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดการบอกต่อความต้องการของผู้คนให้ดังที่สุด ให้มากที่สุด ไปยังคนทำเกษตรให้เลิกใช้สารเคมีกันทั้งโลกให้ได้ เรายังต้องการจุลินทรีย์อีกเป็นจำนวนมาก เราต้องการหน้าดินที่มีชีวิต หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมาให้ได้มากที่สุดครับ

Deeboon