คู่มือการสร้างนิสัยการทำงานที่น้อง ๆ ทุกคนต้องมี ในรูปแบบของ ดีบุญ

คู่มือนี้มีไว้สำหรับน้อง ๆ ทีมดีบุญทุกคน ในการสร้างนิสัยการทำงานเดียวกัน เพื่อแผนการทำงานเดียวกัน เปรียบดั่งนักฟุตบอลที่ต้องฝึกซ้อมให้เล่นตามแผนของโค้ชให้ได้

รู้จักกันเองก่อน

ชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีบุญ

เขียนเป็นอังกฤษแบบนี้ Deeboon Ltd.,Part

พี่เก๋กับพี่อ้อ เป็นผู้ก่อตั้ง

พี่เก๋ชื่อ เจตน์ สามารถกุล เป็น MD

พี่อ้อชื่อ ปิยะพร คณโฑเงิน เป็น GM

จุดประสงค์ของพี่เก๋ พี่อ้อ ในการมีบริษัทนี้คือ

ต้องการสร้างให้เกิดระบบการทำงานแบบใหม่ ที่ไม่ทำร้ายตัวผู้ทำงานเอง

ขยายความคือ ระบบการทำงานส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในโลก (ทุนนิยม) นี้ มักจะทำให้เกิดความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจสะสมกับเราได้ง่าย จนส่งผลเป็นความป่วยสะสมเรื้อรังกันทั้งประเทศ คนล้นโรงพยาบาล ป่วยด้วยโรคร้ายแรงตอนแก่ (มะเร็ง เส้นเลือดสมอง เบาหวาน ความดัน ซึมเศร้า) มากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำงานทั้งชีวิตเพื่อไปจบที่ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นโรคที่เกิดการจากการใช้วิถีชีวิตที่ผิดเพี้ยนในการทำงาน

ตัวอย่างวิถีชีวิตที่ผิดเพี้ยน เช่น คนส่วนใหญ่จะติดความหวานกันมากขึ้นไปแล้ว กินแล้วสมองมันรู้สึกฟิน รู้สึกสดชื่น ยิ่งเราทำงานหนักทำงานเครียด เรายิ่งอยากจะเอาของกินเข้าปากมากขึ้น โลกเราไม่เคยมีร้านขนมที่เติบโตมูลค่าพันล้านแบบยุคนี้มาก่อน

วันนี้คนทำงานส่วนใหญ่ได้มีเป้าหมายเดียวกันหมดแล้ว คือต้องหาเงินเข้ามาให้ได้มากที่สุดเพื่อเก็บไว้ใช้ตอนแก่ หรือเพื่อเอาไปดูแลครอบครัว เพราะทุกอย่างในชีวิตจะมีความสุขขึ้นได้เพราะเงิน และคิดเหมือนกันหมดว่า ทุกข์แบบคนรวยดีกว่าทุกข์แบบคนจน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แล้ว เราต้องดึงพลังชีวิตในอนาคตของตัวเอง มาทุ่มไปกับการทำงานหนักกันอย่างมาก แล้วก็เกิดประโยชน์กลับมาที่ตัวเองนิดเดียว

วันนี้ถ้าเรายังใช้ระบบการทำงานเหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำ เราก็จะได้ผลแบบเดียวกัน

ดังนั้นพี่อยากให้บริษัทนี้ได้เกิดเป็นระบบการทำงานรูปแบบใหม่ขึ้นมา ที่สามารถทำให้น้อง ๆ มีความมั่นคงในชีวิตได้ แบบที่ไม่ต้องเป็นโรคร้ายตอนแก่ตัว ทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งพาของครอบครัวได้ และในอนาคตอยากให้มันเป็นสัมมาอาชีพของผู้คนรอบข้างของเราได้ขยายต่อไปมากขึ้นไปอีก

เพราะฉะนั้นเป้าหมายของเราจะไม่ใช่เรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องการเติบโตของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการสร้างคุณภาพชีวิต การที่เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในใจแล้ว ก็จะเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่น ของครอบครัวต่อไปได้

แล้วจะทำให้เกิดระบบการทำงานแบบนั้นได้ต้องทำอย่างไรบ้าง

เราจะเริ่มต้นกันด้วยเรื่องนี้

การทำงานต้องเกิดการวินกับ 3 ฝ่ายเสมอ คือ

  • ตัวน้อง ๆ ทีมงานทุกคนต้องวิน มีค่าแรงที่สมเหตุสมผล กับความสามารถในการทำงาน เกิดความรู้สึกคุ้มค่าในค่าแรง
  • ลูกค้าต้องวิน ได้รับการบริการที่มีคุณภาพดีเพียงพอและเกิดความรู้สึกที่คุ้มค่ากับราคาที่เขาต้องจ่ายให้เรา
  • บริษัทต้องวิน ได้ค่าบริการที่มีราคาที่คุ้มค่า ได้กำไร

ไม่ว่าจะโปรเจคหลักพันหรือหลักล้าน หาก 3 ข้อนี้ไม่ครบ อย่าทำเด็ดขาด

หัวใจที่ทำให้เกิด 3 วินนี้ได้ ในสายงานของเรา มันมาจากประโยคเดียวคือ

“การทำงานที่มีคุณภาพมาก ๆ ออกมาให้ได้ในเวลาอันสั้น”

การทำงานที่มีคุณภาพ จะได้งานที่ตรงตามความต้องการลูกค้า ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

การทำงานที่มีคุณภาพ จะเกิดการแก้ไขงานน้อยมาก ยิ่ง man-day การทำงานน้อย บริษัทจะได้กำไรมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เติบโต สามารถขึ้นเงินเดือน ให้น้อง ๆ ได้แบบที่ควรจะเป็น เกิดการวินที่ครบทุกฝ่าย

การทำงานที่มีคุณภาพ ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น บอกต่อ ได้ลูกค้าอื่น ๆ เพิ่มได้อีกหลายเท่าตัว โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาใด ๆ เลย

การทำงานที่ไม่มีคุณภาพ ลูกค้าได้งานไม่ตรงกับที่เขาอยากได้ เขาจะไม่ซื้อซ้ำ ไม่บอกต่อ แก้งานเยอะ งานปิดไม่ได้ ไม่เป็นผลดีกับใครเลย ดังนั้นการทำงานให้มีคุณภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญทั้งหมด ของเรื่องนี้

นิสัยการทำงานแบบไหน ที่ทำให้น้อง ๆ สามารถทำงานที่มีคุณภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ในเวลาอันสั้น (ในรูปแบบของดีบุญ)

นิสัยที่ 1 นิสัยแห่งการไม่ใช้งานหัวหน้าและลูกค้า

ไม่มีคนปกติคนไหนชอบที่จะเสียเงิน เพื่อให้เราไปใช้งานเขาคืน

อยากมีอนาคต ได้เงินเดือนขึ้น มีความก้าวหน้าในการงาน เทคนิคมันง่ายมากเลย คือการเข้าไปช่วยลดงานให้เขา ห้ามไปทำให้เขามีงานเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ความรู้สึก ช่วยเข้าไปแก้ปัญหาให้เขา ไม่ใช่สร้างปัญหาให้เขา

ซึ่งนิสัยการใช้งานหัวหน้า แบบนี้หากใครมีแล้ว มักถูกนำไปใช้กับลูกค้าโดยอัตโนมัติ จะมีลูกค้ากี่รายในโลกนี้ ที่ชอบเสียเงินแพง ๆ แล้วโดนใช้ให้ทำงานกลับ

เช่น

  • อีเมลไหนนะครับ ผมจำไม่ได้ รบกวนส่งมาให้ใหม่ได้ไหมครับ (ทำไมไม่หาของเก่า)
  • ไฟล์ที่ลูกค้าขอดู ผมเก็บไว้ที่นี่ครับ (ทำไมต้องให้เขาไปหาอีกต่อ)
  • คำถามที่ถามมา ลองเข้าไปไล่อ่านที่เว็บนี้ดูนะครับ (ทำไมไม่ตอบเขาตรงนี้เลย)
  • เรื่องที่เคยบอกไว้ผมลืมไปแล้ว มันคือยังไงนะครับ ขออีกที (แบบนี้ก็ได้เหรอ ทำไมไม่จด)
  • ลองไป search ด้วยคำนี้ หรือลองไปอ่านที่นี่ดูได้เลยครับ น่าจะได้คำตอบ (ขี้เกียจตอบ ใช้งานเขาคืน ทิ้งโอกาสแห่งการสร้างความไว้วางใจไปแล้ว)

การใช้งานกลับไปที่หัวหน้าและลูกค้า ยังหมายถึงการยิงคำถามที่ไม่ควรด้วย ห้ามถามคำถามที่โยนภาระในการคิด คำถามลองภูมิ คำถามทดสอบไปให้เขาอย่างเด็ดขาด (คนละเรื่องกับการถามแบบปกติทั่วไป) หน้าที่ของเราคือช่วยเขาคิด ช่วยเขาหาคำตอบ ลูกค้าและหัวหน้ามีหน้าที่แบบเดียวกันคือเรื่องการตัดสินใจ ไม่ได้มีหน้าที่มาเป็นผู้ช่วยเราในการหาคำตอบ

หมายเหตุ:

การขอความช่วยเหลือในสิ่งที่เราไม่มี ไม่รู้ กับการใช้งานคนอื่น มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ หากต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น ควรจะลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองในระดับนึงแล้ว เช่น “อีเมลที่ส่งมาให้ ผมหาอยู่หลายรอบเลยครับ ก็ยังไม่เจอ รบกวนส่งให้ไหม่ได้ไหมครับ หาไม่เจอจริง ๆ ครับ” ไม่มีใครใจดำที่จะไม่ช่วยเหลือคนที่มีความพยายามให้เขาเห็น

นิสัยที่ 2 นิสัยแห่งการพึ่งตนเอง

เจอปัญหา เจอข้อจำกัด ต้องแก้ไขด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพี่งคนอื่น

เจอปัญหาที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง ต้องแก้มันเองให้ได้ ไม่โยนให้คนอื่น

การที่เราคอยให้มีคนช่วยอยู่ตลอดเวลา มันจะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ ไม่เกิดความเข้าใจใด ๆ ได้เลย ถ้าไม่ลงมือทำมันด้วยตนเอง ที่นี่เราต้องการให้น้อง ๆ สนุกกับการหาความเข้าใจ แก้ปัญหาได้แก้ความผิดพลาดได้ เราก็ได้ความเข้าใจมาเองโดยอัตโนมัติ มันคือการเก็บไอเท็มเข้าตัว แล้วเราก็จะสามารถ upgrade ตัวเองไปในเส้นทางที่เราต้องการได้

และด้วยโจทย์ของสายงานเรา มันเป็นงานที่ต้องคอยช่อยเหลือลูกค้าในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ การมีชุดความคิดในการพึ่งตนเองแบบนี้ จะสามารถสร้างให้เราเป็นนักแก้ปัญหาที่ดีได้ และสร้างให้ตัวเองสามารถเป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นได้ตามโจทย์การทำงานของพวกเรา

อย่าทำผิดพลาด ถึงขั้นให้ลูกค้ามาคิดแก้ปัญหาให้เรา ไม่มีคนปกติที่ไหนทำแบบนั้น

หากเรายังพึ่งตนเองไม่ได้ จะให้คนอื่นมาพึ่งพาเราให้แก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร

นิสัยที่ 3 นิสัยแห่งการเป็นนักลงมือทำ

อยากเก่งเรื่องอะไรให้ลงมือทำ แล้วก็ทำซ้ำมันเยอะ ๆ

เราต้องการให้น้อง ๆ ทุกคน มีความเข้าใจที่เกิดมาจากภายใน ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้มีแค่วิธีเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น คือการลงมือทำมันเท่านั้น

โลกกำลังขาดคนที่เป็นนักลงมือทำ ที่ดีบุญเราจะไม่ใช่สายนักคิด นักไอเดีย เราไม่ชอบการ brainstrom เหมือนที่อื่น ๆ เรามองเห็นว่า โลกต่อจากนี้จะมีคนที่มีไอเดียดี ๆ มีกูรูเต็มไปหมดล้นโลก แต่ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ได้

นิสัยแห่งการเป็นนักลงมือทำ จึงสำคัญกับคนยุคนี้มาก มันสามารถทำหลาย ๆ อย่างให้เกิดขึ้นจริงได้ สร้างมูลค่าของงานออกมาได้อย่างมากมาย

ก่อนจะนำเสนอโปรเจคอะไรให้กับลูกค้าและหัวหน้า ห้ามเอาไอเดียมาขายเขาเด็ดขาด แต่ให้เอาประสบการณ์ที่เราได้ลงมือทำมาแล้วมาขายแทน

อย่าเล่าว่าผมมีไอเดียแบบไหน แต่ให้เล่าว่า ผมเคยทำมาแบบนี้มาแล้วได้ผลลัพธ์แบบนี้

เมื่อลงมือทำแล้ว เราจะเกิดความเข้าใจเองจากร่างกายโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้ความจำใด ๆ เลย หากลูกค้าถามจี้จุดไหนก็สามารถตอบให้เขาเคลียได้หมด ซึ่งตรงนี้แหละคือคุณภาพของคนดีบุญที่พี่ต้องการ

อยากรู้อยากเก่งเรื่องอะไร ให้ลงมือทำเรื่องนั้น แบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ่งทำซ้ำมากยิ่งทำให้เราเก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

นิสัยที่ 4 นิสัยนักอ่านและนักจด

ให้น้อง ๆ ทุกคนของดีบุญ จะต้องมีสมุดจดประจำติดตัวเสมอ ตอนคุยกันประชุมกัน ก็เกิดการจดในทุกครั้ง การวางแผนการทำงานของตัวเอง ทุกอย่างให้นำมาจดมาและออกแบบมัน ไว้ในสมุดเล่มนี้ทุกครั้ง

การที่เราใช้มือเขียนลงบนกระดาษบ่อย ๆ จะทำให้สมองของเรา เกิดการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง หากเรามีนิสัยด้านนี้ มันจะมีประโยชน์แฝงในด้านอื่น ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ คนที่ประสบความสำเร็จในระดับชั้นนำจะมีนิสัยเรื่องนี้เหมือนกันทั้งหมด พี่จึงอยากให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องนี้มาก ๆ

ในวันที่เราได้ย้อนกลับมาอ่านบันทึกที่จดไว้ เราอาจจะพบกับขุมทรัพย์ทางด้านความคิด หรือบทเรียนจากประสบการณ์ที่ซ่อนอยู่ในนั้นอย่างมากมาย

งานของเราหัวใจคือการแก้ปัญหาให้ลูกค้า สมองซีกที่ถูกฝึกบ่อย ๆ ด้วยวิธีนี้จะจำเป็นมากในการคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ช่วยให้มีความคิดที่สามารถพลิกแพลงได้มากขึ้น สามารถทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้นได้ ทำให้เราพูดสื่อสารเรื่องยากให้ง่ายกับลูกค้าได้ ก็ด้วยซีกสมองที่ถูกฝึกมาแบบนี้แหละ พี่เก๋ พี่ตี๋ พี่อ้อ ทำแบบนี้กันมาตั้งแต่เด็ก และมันก็ได้ผลดีในเรื่องนี้กันหมดทุกคน

ใช้วิธีพิมพ์บนคอมแทนได้ไหม

ไม่ได้ เพราะจุดประสงค์เราไม่ได้ต้องการบันทึก (บันทึกเป็นผลพลอยได้) แต่เราต้องการฝึกการทำงานของสมองในอีกรูปแบบหนึ่ง

เป็น นักจดแล้ว ก็มาเป็นนักอ่านที่ดีได้ด้วย

การที่เราสามารถอ่านเรื่องที่เราไม่ชอบได้แบบยาว ๆ ครบทุกตัวอักษร จะทำให้เรามีนิสัยในการเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ดีมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา (นิสัยที่ 5) ไม่มีใครในโลกนี้ชอบอ่านโปรไฟล์ลูกค้ายาว ๆ กันหรอก แต่สำหรับงานของพวกเราการ insight การเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้ามันเป็นงานหลัก มันคือหัวใจ การเป็นนักอ่านที่ดี กับนักอ่านที่ไม่ดี จึงสร้างความแตกต่างในเรื่องนี้อย่างมากหลายเท่าตัว

4 อย่างนี้จะเป็นนิสัยเริ่มต้นที่พี่อยากให้ คนของดีบุญทุกคนต้องมีติดตัวไว้จะมีประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างได้มาก สามารถเป็นหลักยึดในการใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วย

สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกยาก แต่ก็จำเป็นต้องฝึก เป็นไฟท์บังคับที่ต้องขึ้นชก ห้ามขาดข้อใดข้อหนึ่ง หากใครทำได้ครบ 4 นิสัยนี้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้วในการทำงานร่วมกันในมาตราฐานแรกของดีบุญ และอยากให้เอานิสัยนี้ ได้ลองไปใช้กับคนที่บ้าน ใช้กับเพื่อน ใช้กับครอบครัว แล้วโลกของน้อง ๆ จะเปลี่ยนไปมาก อะไรที่เคยเป็นปม เป็นจุดอ่อนของตัวเอง ที่แก้ไม่ได้มาหลายสิบปี ก็จะค้นพบคำตอบของตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จบภาคแรก


ภาคสอง

แต่ … เพียงแค่นี้มันยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงออกมาให้ได้ในเวลาอันสั้น อย่างที่เราต้องการ ยังต้องมีนิสัยอื่นที่ต้องเข้ามาช่วยอีก ต่อไปจะเป็นนิสัยการทำงานในระดับที่ยากมากขึ้น อาจต้องใช้เวลาหลายปีสำหรับบางคน

นิสัยที่ 5 ชอบหาความเข้าใจถึงความต้องการของหัวหน้ากับลูกค้า

ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย ที่เราจะทำงานไปเรื่อย ๆ ผ่านวันผ่านปี โดยที่เราไม่เข้าใจกับความต้องการของหัวหน้า

ถ้าเป็นนักบอลลิเวอร์พูลก็ต้องเข้าใจแผนการเล่นของ เจอร์เกน คล็อปป์ แล้วก็ไปฝึกไปลงมือทำให้ได้ตามแผนการเล่นเดียวกัน จึงจะประสบความสำเร็จวินร่วมกันทุกฝ่ายได้ ไม่มีทีมฟุตบอลทีมไหนปล่อยนักบอลเล่นตามใจชอบของตัวเอง

หัวหน้าคือคนที่อยู่ตรงหน้าเรา ใกล้เราที่สุดแล้ว พูดคุยสอบถามกันได้ หากเรายังไม่เข้าใจความต้องการของเขา อย่าหวังว่าเราจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ (ที่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสารได้มากมาย)

การไม่เข้าใจความต้องการคนอื่น จะทำให้เราไม่สามารถทำงานที่มีคุณภาพออกมาได้เลย อีกกี่สิบปีก็ทำไม่ได้ เพราะเราจะทำงานผิดโจทย์ (ตอบข้อสอบผิดยังไงก็ต้องสอบตก) เกิดอาการไม่ก้าวหน้าไม่ว่าจะเสียแรงพยายามแค่ไหน

คัมภีร์ชุดนี้ เป็นสิ่งที่พี่เก๋ พี่อ้อ บอกความต้องการอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว เป็นข้อสอบที่เฉลยออกมาแล้ว ว่าอยากให้เกิดนิสัยการทำงานแบบไหนสำหรับน้อง ๆ ทุกคน ถ้าทำได้ก็เท่ากับนักบอลที่เข้าใจ และเล่นตามแผนการเล่นของโค้ชได้ โอกาสชนะในเกมส์ก็มีสูง ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้

ก่อนทำงานทุกโปรเจค ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าก่อนเสมอ

ทำโปรเจคนี้เพื่อต้องการผลลัพธ์อะไร ลูกค้ามีปัญหา มีเรื่องกังวลใจด้านไหน ความต้องการที่แท้จริงของเขาคืออะไร เขามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เราจะต้องเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดให้ได้ก่อนเริ่มโปรเจคเสมอ

โปรเจคที่เริ่มต้นด้วยความไม่เข้าใจของการทำงาน คือหายนะ จะเกิดเป็นโปรเจคที่มีแต่ปัญหาเยอะแยะเต็มไปหมด และจะไม่เกิดการวินกับใครเลยสักฝ่าย

วิธีจะหาความเข้าใจตรงนี้ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

  • คุย สอบถามกับลูกค้าแบบตรงไปตรงมา ในตอนที่มีโอกาส
  • อย่าทำพลาด ด้วยการทำให้ลูกค้ารู้สึกแบบนี้อย่างเด็ดขาด "จงบอกความต้องการของคุณมาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้" (เขาเป็นลูกค้าไม่ใช่ลูกน้อง อย่าใช้งานเขา) ควรระวังเรื่องการใช้คำถามให้มาก เราจะไม่ได้คำตอบอะไรเลย
  • โอกาสสำคัญอยู่ตอนที่บรรยากาศสบาย ๆ เกือบทุกครั้งการพูดค่อยเล่นนอกเรื่อง ตอนข้างนอกการประชุม เราจะได้ข้อมูลดี ๆ ที่ลูกค้าเปิดใจมากกว่า
  • อ่านเอกสารทุกอย่างที่ลูกค้าส่งมาให้ แบบทุกตัวอักษร สำหรับน้องที่ประสบการณ์น้อย ให้อ่านหลาย ๆ รอบ
  • ค้นหาข้อมูลบนโลกดิจิทัลเกี่ยวกับลูกค้า และคู่แข่งของเขาเท่าที่จะหาได้
  • ลูกค้ามี 2 แบบ แบบที่ทำงานโปรกับไม่โปร แบบโปรเขาจะอยากเล่าเรื่องราวของเขาอย่างละเอียด กังวลแบบไหน มีปัญหาอะไร มีข้อมูลอะไรเขาจะส่งให้เราทั้งหมด บางคนแทบไม่ต้องถามเลย ก็เข้าลึกถึงความต้องการเขาได้แล้ว

โปรเจคต่าง ๆ ของดีบุญไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะเริ่มก้าวแรกได้ คนทำงานต้องมีความเข้าใจเคลียในหัวทั้งหมดให้ได้ก่อน จึงค่อยลงมือทำ อย่าทำแบบเบลอ ๆ เดา ๆ ทำไปก่อน ไปตายเอาดาบหน้า แบบนี้โปรเจคจะมีแต่ปัญหารออยู่

อย่าตะแบงทำแต่สิ่งที่เราอยากทำ แต่จงทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น จึงจะเกิดงานที่ถือว่าวินครบทุกฝ่าย

ถ้าเราทำงานด้วยความไม่เข้าใจลูกค้า เราจะทำแต่ในสิ่งที่เราอยากทำโดยอัตโนมัติ เช่น คิดว่าอันนี้ใช่ อันนี้ดี เอามาใส่ในโปรเจคให้ดีกว่า ทำแบบเดา ๆ คิดว่าเขาน่าจะชอบ ปรากฎว่าลูกค้าได้รับในสิ่งที่ไม่ตรงตามที่อยากได้ เขาจะรู้สึกไม่คุ้มกับราคาในทันที เกมส์เปลี่ยนทันที และเราจะเสีย man-day การทำงานไปแบบเปล่าประโยชน์ ต้องแก้งานกันนานมากขึ้น โปรเจคปิดยากมากขึ้น บริษัทก็จะขาดทุนกับโปรเจคแบบนี้

หมายเหตุ: ก่อนจะไปเข้าใจคนอื่น ให้เข้าใจตัวเราเองให้ได้ก่อน มีจุดแข็งตรงไหน จุดอ่อนมีอะไรบ้าง มีความสามารถในระดับไหน อย่าทำเกินตัว ต้องแก้ไขจุดไหนบ้าง ตั้งคำถามให้กับตัวเองบ่อย ๆ

นิสัยที่ 6 ความเรียบง่ายแห่งการสื่อสาร

การพูดคุยกับผู้คน การประชุม รวมถึงการ Chat

ให้น้อง ๆ ทุกคนสื่อสารด้วยภาษาที่ทำให้คนฟังหรือคนอ่านเข้าใจได้ง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคยาก ๆ ไม่ต้องโชว์ภูมิ ไม่ต้องโชว์สกิล ไม่ต้องอวดรู้ ไม่ต้องพูดเยอะ มันจะมีแต่ทำให้คนอื่นสับสนมากขึ้น

ก่อนพูดให้เริ่มจากการนึกไว้เสมอว่าจะทำให้เขาเข้าใจได้ง่ายที่สุดต้องทำอย่างไร

ไม่ต้องกังวลเรื่องพูดเก่ง ไม่เก่ง ไม่ต้องพูดแล้วดูดีมีเสน่ห์ จะพูดตะกุกตะกักแบบไหนก็ได้ บุคลิกไม่ดีก็ได้ ขอให้ข้อมูลครบถ้วน และสามารถเคลียในหัวลูกค้า ให้เขาได้คำตอบที่ต้องการให้โล่งหัว ให้เขารู้สึก อ๋อ ได้ก็เพียงพอแล้ว

ในสายงานของเราจะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษมากมาย ซึ่งมันจะยากมากสำหรับคนทั่วไป ยิ่งพูดใส่เยอะเขาจะยิ่งอึดอัดสับสนและไม่เกิดผลดีกับการสื่อสารเลย ให้นึกถึงตัวเองตอนทำงานใหม่ ๆ เรารู้สึกแบบไหนที่เจอคำยาก ๆ ที่เราไม่เข้าใจ มาเป็นชุด ๆ เราจะนั่งคิ้วขมวด มึน ๆ เงียบกริบ ไม่รู้จะคุยอะไรต่อถูกต้องไหม

เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายสำหรับบางคน แต่ก็ยากมากสำหรับบางคนต้องฝึกบ่อย ๆ ซึ่งนิสัยการเป็นนักจด การใช้มือเขียนมือวาดบนสมุดอย่างเป็นประจำ จะทำให้สมองชุดนั้นกลับมาช่วยเรื่องนี้ได้อย่างดีมาก

นิสัยที่ 7 อย่าให้เกิดความผิดพลาด เรื่องเดิมซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างเด็ดขาด

จริง ๆ อันนี้เรียกเป็นนิสัยไม่ได้ แต่ขอเอามันมารวมไว้ตรงนี้ เพราะสำคัญมาก

อันนี้ถือเป็นจุดตาย จุดสลบของคนทำงานบางคนได้เลย มันเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ นักในคนปกติ เพราะคนส่วนใหญ่โดยธรรมชาติจะมีสำนึกในการแก้ไขความผิดพลาดอยู่ในตัวอยู่แล้ว

ทำงานไประยะหนึ่ง น้อง ๆ อาจจะงง ที่อยู่ ๆ มันก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เช่น

  • ทำไมอยู่ดี ๆ ลูกค้าก็วีนใส่โดยไม่รู้สาเหตุนะ
  • ทำไมอยู่ดี ๆ หัวหน้าก็เปลี่ยนไป
  • ทำไมอยู่ดี ๆ แฟนก็หัวร้อนใส่เรา แบบไม่มีสาเหตุนะ

(ผมนี่งงเลย สงสัยเม็นมา มีปัญหากับคนอื่นแล้วมาลงที่เราหรือเปล่า?)

ส่วนใหญ่มันมีสาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้คือ การทำผิดซ้ำซากจุดเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ยอมแก้ไข บางคนอาจเกิดการไม่รู้ตัวว่า มันทำแบบนี้ไม่ได้นะ แบบนี้มันคือความผิดพลาดที่คนปกติเขาไม่ทำกัน

ในการทำงานหากเราได้รับการแจ้งจากหัวหน้า หรือลูกค้า อย่างชัดเจนแล้ว ต้องหาวิธีจัดการตัวเองให้ได้ ว่าจะไม่ให้เกิดปัญหาเดิมอีกต้องทำอย่างไรบ้าง ก่อนแก้ไขได้ ต้องยอมรับว่ามันคือความผิดพลาดก่อน เราถึงจะแก้ไขมันออกมาได้

ทำไมถึงถือเป็นเรื่องใหญ่

ความผิดพลาด เกิดขึ้นได้เป็นปกติในการทำงาน ครั้งสองครั้ง อาจยังพอถือเป็นเรื่องปกติได้ แต่การผิดพลาดจุดเดิม แบบห้าหกครั้ง มันจะไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป มันคือการบอกว่า เราไม่สนใจที่จะแก้ไขมัน เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในการทำงานร่วมกัน

สรุป

ให้มองว่าหัวหน้ากับลูกค้า คือสิ่งเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจหัวหน้าได้ก็เข้าใจลูกค้าได้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

หากทุกคนทำได้ ผลลัพธ์มันจะเกิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง

เราจะสามารถสร้างโปรเจคที่มีคุณภาพสูงออกมาได้ ภายในเวลาอันสั้น

เวลาอันสั้น หมายถึง ปัญหามันน้อยมาก จึงเกิดเวลาทำงานเพียงนิดเดียว แต่ได้คุณภาพงานที่มีมูลค่างานสูงมาก ซึ่งมันก็ส่งผลต่อไปถึงเงินเดือนในภาพรวมของน้อง ๆ นั่นเอง

ปัญหาน้อย ทำให้เราไม่ต้องทำงานแบบที่มีความเครียดสะสมเหมือนที่อื่น ๆ

เวลาอันสั้น หมายถึง เราได้หลุดออกมาจากวงจรการทำงานหนักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งหมดนี้พี่เก๋ พี่อ้อ ถือเป็นคัมภีร์ลับด้านการทำงานเลย ที่มันเกิดมาจากการลงมือทำ และทำมันซ้ำ มาอย่างยาวนาน ทำกี่ครั้งก็ได้ผลลัพธ์เหมือนเดิมทุกครั้ง มูลค่างานที่มันเพิ่มขึ้นมาเป็นสิบเป็นร้อยเท่าตัวได้ ก็ด้วยนิสัยทั้ง 7 แบบนี้

เป้าหมายคือยากให้น้อง ๆ ทุกคน ได้เกิดนิสัยหมู่ชุดนี้ร่วมกันให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด มันจะเกิดเป็น culture ของดีบุญต่อไป ใครเข้ามาใหม่ก็ให้ใช้คู่มือนี้เป็นไกด์สำหรับการทำงาน คนเก่าก็ให้เป็นต้นแบบเป็นตัวอย่างให้ได้ก่อนเพราะจะต้องสอนน้องต่อไป เราจะสอนเขาได้อย่างไร ถ้าตัวเองทำไม่ได้

แล้วมาลงสนามเตะฟุตบอลด้วยแผนการของโค้ช ที่พวกเราฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีด้วยแผนเดียวกัน

หากทำตามแผนนี้ไม่ได้ต้องทำอย่างไร

เป็นนักฟุตบอล ต้องเล่นแผนเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกันกับโค้ช เล่นคนละแผนก็ต้องแพ้ในทุกเกมส์ มีใครชอบลงสนามแล้วแพ้บ้าง ทำตามแผนไม่ได้ก็ต้องนั่งเป็นตัวสำรอง จนกว่าจะเข้าใจและทำได้แล้วจึงลงสนามจริง หากทำไม่ได้เลยก็มีทางเดียวคือย้ายทีม หาทีมที่เหมาะสมกับนิสัยของเราแทน

ก้าวแรก

อยากให้ทุกคนเริ่มต้นด้วยการลงมือทำ กับเรื่องแรกคือ อ่านคู่มือนี้ให้ได้เดือนละ 1 รอบ ในทุกวันที่ 1 ของเดือนจนครบ 1 ปี แต่ละครั้งที่อ่านให้ตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้ง ว่าเราได้เปลี่ยนแปลงไปแบบไหนบ้าง ได้เข้าใจเรื่องอะไรเพิ่มมากขึ้นบ้าง อะไรที่ยังเป็นจุดต้องแก้ไขของเรา (ห้ามไปมองถึงนิสัยของคนอื่นเด็ดขาด เอาตัวเองให้รอดก่อน)

จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อความจำ แต่เพื่อความเข้าใจ

เริ่มต้นให้ทำนิสัยที่ 1 2 3 4 และ 7 ให้ได้ก่อน และให้น้อง ๆ นำมันไปใช้ในชีวิตประจำวัน หากเกิดปัญหาการทำงานในวันหน้า ให้กลับมาอ่านใหม่ ทบทวนใหม่เสมอ เราจะได้ความเข้าใจใหม่ที่มากขึ้นจากประสบการณ์การทำงานของเรา

สุดท้ายเมื่อเรามีนิสัยหมู่แบบนี้ร่วมกันเยอะ ๆ เราจะสามารถสร้างระบบการทำงานใหม่ ที่มีเป้าหมายเรื่องคุณภาพชีวิต ให้เกิดขึ้นมาได้จริง และมันสามารถส่งต่อช่วยผู้คนรอบข้างของเราได้อย่างมาก ช่วยคนรุ่นต่อไปรอบตัวเรา ส่งต่อให้มีสัมมาอาชีพได้

หรือในวันหน้าใครมีเป้าหมายที่ต่างออกไป ก็สามารถไปทำงานกับที่อื่นได้ น้อง ๆ ก็จะได้นิสัยการทำงานที่มีคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของทุกที่ สามารถไปอยู่ไปเติบโตกับบริษัทอะไรก็ได้ทุกแห่งในโลกนี้แล้ว


ภาค 3

รูปแบบการทำงานของที่นี่เป็นแบบไหน

เราให้อิสระเต็มที่ ในการทำงาน ไม่มีกฎอะไรทั้งสิ้น ไม่มีเวลาเข้างาน ไม่มีวันหยุด วันไม่หยุด ให้ตกลงกันเองระหว่างน้อง ๆ ว่าจะหยุดวันไหน ลาวันไหน ชดเชยเวลางานตัวเองวันไหน ต้องทำโอทีวันไหน (ส่วนใหญ่ก็ตามที่ทางการกำหนด) จะเข้า Office หรือไม่เข้าก็ได้

ขอให้ทุกอย่างอยู่ในจิตสำนึกที่ดี รับผิดชอบตัวเองได้ พึ่งตนเองได้ แก้ไขปัญหาเองได้ ไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน เพราะหนึ่งโปรเจคต้องทำงานร่วมกันหลายคน ต้องคิดว่าทำงานให้คุ่มค่ากับรายได้ที่เรารับเสมอ ให้คุ่มค่ากับความไว้วางใจที่เราได้ทำงานร่วมกัน อย่าใช้โอกาส ใช้ความไว้วางใจของคนอื่นในทางที่ผิด

และขอให้แต่ละโปรเจคแต่ละงานที่รับผิดชอบ มีเวลาการทำงานที่ชัดเจน ปิดโปรเจคในจำนวนวันที่ตั้งไว้ให้ได้ เพราะแต่ละวัน บริษัทมีรายจ่ายหลักหมื่นบาท ยิ่งเราทำงานตามกำหนดเวลาไม่ได้ ช้าไปหนึ่งวันจะมีรายจ่ายที่หักลบเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้บริษัทไม่วิน

ด้วยรูปแบบการทำงานที่ให้อิสระสูงแบบนี้ จึงเหมาะกับคนที่เข้าใจเรื่องการมีจิตสำนึกที่ดีเท่านั้น เป็นการฝึกนิสัยหมู่ของน้อง ๆ ไปในตัว ให้เป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมต่อไปได้อย่างดี

แล้วมันใช้ได้ผลกับทุกคนไหม

มันใช้ไม่ได้กับทุกคน บางคนก็ไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ หลายปีมาแล้วเคยมีน้องเดินมาสารภาพว่า “ที่ผ่านมาทำงานให้บริษัทเพียง 20% อีก 80% ทำงานนอก” มีบริษัทไหนในโลกวินกับเรื่องแบบนี้ได้บ้าง

ในอดีตบางคนก็มีออกนอกลู่นอกทางแบบทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ บางคนก็ออกแบบการทำงานแบบที่ตัวเองสบาย แต่ไปหนักที่คนอื่นก็เคยมี บางคนควบคุมตนเองไม่ได้กลายเป็นขี้เกียจไปเลยก็มีมาทั้งหมดแล้ว

แต่ .. เรากำลังจะสร้างระบบการทำงานใหม่ขึ้นมา ตามเป้าหมายที่พี่ได้ตั้งไว้ เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตพวกเราได้ดีขึ้น มั่นคงมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น พี่จึงจำเป็นต้องยึดมั่นในวิธีการทำงานแบบนี้ และทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้ต่อไป (กลืนเลือดแล้วเดินหน้าต่อ)

งาน Service ลูกค้า

  • ให้ทุกคนตั้ง notification บนมือถือ ในวันปกติสามารถตอบกลับลูกค้าไม่เกิน 5 นาที
  • นอกเวลางานและวันหยุดตอบกลับลูกค้าไม่เกิน 15 นาที
  • ในกรณีที่ผู้ตอบเงียบเกินเวลา ให้เพื่อนร่วมงาน ช่วยเข้าไปรับเรื่องลูกค้าให้ก่อน

หมายเหตุ: ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามลูกค้า ใช้เวลาไม่มาก แต่หากรู้สึกว่าใช้เวลางานเกิน ให้คิดเป็นค่า OT ด้วยตนเองได้

ทำไมถึงต้องละเอียดกับเรื่องนี้

หลายครั้งเราแก้ปัญหาที่ร้ายแรงยาก ๆ ให้ง่ายได้ ด้วยเพียงแค่การรับเรื่องที่รวดเร็วเท่านั้นเอง

สามารถทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกเคว้งอยู่กับปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น เขาจะสบายใจมากขึ้นเมื่อเกิดการรับเรื่อง หรือรับทราบปัญหาจากเราแล้ว

ในกรณีเดียวกัน หากเกิดการรับเรื่องที่ช้า หรือไม่ตอบเลยในวันหยุด หลาย ๆ ครั้งเกมส์เปลี่ยน เกิดเรื่องใหญ่โตไปถึงทีมลูกค้าทีมอื่นได้ อาจทำให้การทำงานของเราเองยากขึ้นตามมาได้กว่าเดิมเป็นสิบเท่าตัว


ภาค 4

คำแนะนำสำหรับ น้อง ๆ ที่ทดลองงานและฝึกงาน

  • ทำงาน จันทร์ถึงศุกร์ วันหยุดตามราชการกำหนด
  • เวลา 8.00 ถึง 16.00
  • เข้า Office อังคาร พุธ ก็พอแล้ว
  • ให้ตั้ง notification บนมือถือ และตอบกลับให้ได้ตามข้อกำหนดของทีมปกติ

ให้อ่านคู่มือการทำงานชุดนี้บ่อย ๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในช่วง 2 เดือนแรก หลังจากนั้น ให้อ่านเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างนิสัยการทำงานของตัวเองให้เข้าใจกับทีมหลักให้ได้เร็วที่สุด

อ่านเสร็จให้นึกภาพของตัวเอง ว่าจะมีวิธีทำตัวเองแบบไหนในเดือนที่ 1 2 3 อย่างเป็นขั้นเป็นตอน อ่านเสร็จ ตั้งคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ แบบไหนทำง่าย แบบไหนทำอยาก ต้องแก้ไขตัวเองแบบไหนเพื่อให้ได้ผลที่ตัวของน้อง ๆ ต้องการ

ก้าวแรก ทำตัวสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็ง ใช้ชีวิตให้สนุก

ไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาดให้มากนัก การลงมือทำในสิ่งที่เราไม่เคย มันจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาเสมอเป็นธรรมชาติ อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่นี่เราจะไม่ว่ากันเรื่องความผิดพลาด เรามองว่าคือความผิดพลาดคือบทเรียนชั้นเยี่ยมที่ช่วยให้เราพัฒนาขึ้นได้ (แต่ระวังอย่างให้ผิดซ้ำเกิน 3 ครั้ง ต่อหนึ่งเรื่อง อันนี้แสดงว่าเราไม่ยอมเรียนรู้)

เวลาเข้า Office ให้ถาม ให้พูดคุยกับหัวหน้าผู้ดูแลเยอะ ๆ ตอนนี้เราจะได้สิทธิ์ในการถามเยอะได้ หากผ่านช่วงโซนการทดลองงานไปแล้ว เราจะต้องพึ่งตนเองมากขึ้น จะถามเยอะ ถามทุกจุดเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

ระวังเรื่องการใช้โอกาสเปลือง หากได้รับมอบหมายจากหัวหน้า ให้รีบอาสา อย่าปฏิเสธ อย่าผลัดผ่อน ให้พยายามทำด้วยความตั้งใจ เพื่อสร้างความไว้วางใจ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับความรู้สึกของหัวหน้าให้ได้ เขามอบมายงานให้เรามา เพราะเขาไว้ใจเรา เช่นเดียวกับลูกค้า เขาจะซื้อบริการแพง ๆ จากเราเพราะเขาไว้ใจเราแล้วเท่านั้น นี่คือชุดความคิดที่เราต้องมีติดตัว

อย่าทิ้งโอกาสแบบนี้เด็ดขาด วันข้างหน้าเราอาจจะไม่มีโอกาสง่าย ๆ แบบนี้ ที่จะได้แสดงความสามารถหรือโชว์ผลงานอีกแล้ว เพราะทุกอย่างมันคือเรื่องของการไว้วางใจ

ช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่จะเหนื่อยยากอยู่สักหน่อยสำหรับบางคน อาจรู้สึกเหมือนทำอะไรก็ผิดไปหมด ให้น้อง ๆ บอกตัวเองในการเตรียมใจไว้ด้วย เพราะเราต้องตามหาความเข้าใจกับเรื่องที่เราไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ให้มองเป็นเรื่องสนุกในการที่ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตัวเอง ไปสู่ความเป็นมืออาชีพ

เรากำลังอยู่ในช่วงที่ต้อง upgrade ตัวเองให้เท่าคนอื่น มันจึงต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว เราอาจจะใช้เวลาใน 1 เรื่อง ที่มันนานกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ก็ต้องพยายาม อาจต้องเกินเวลางาน อาจต้องเหนื่อย อาจต้องอดหลับอดนอน ก็จำเป็น เพราะมันคือวิธีเดียวที่จะทำให้เราเข้าใจมันขึ้นมาได้ นั่นคือ การลงมือทำและทำซ้ำมันเยอะ ๆ เท่านั้นเอง (ไม่จำเป็นต้องคิดเยอะ แต่ให้ลงมือทำเยอะ ๆ แทน เราจะเข้าใจมันขึ้นมาเอง)

นึกในใจเสมอ ให้เดินทีละก้าว แก้ไขจุดที่เราทำไม่ได้ทีละจุด ไม่ต้องโลภ ขาดเหลือ มีข้อจำกัด มีปัญหาให้รีบบอกหัวหน้าผู้ดูแลให้เขาช่วยเหลือ

ตอนว่างงานต้องทำอย่างไร

หากว่าง ให้หาข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องในสายงานเก็บไว้ในหัวเสมอ ถ้าไม่รู้จะหาแบบไหนให้ถามหัวหน้างานแบบตรง ๆ ซื่อ ๆ ไม่ต้องกลัวคนอื่นคิดว่าเราโง่ เราอยู่ในช่วงต้องเรียนรู้เยอะ ๆ ไม่ใช่ช่วงต้องพักผ่อน แต่อย่าหักโหมจนเครียด จนไม่สนุก หรือทำจนไม่มีความสุข ให้หาความสมดุลย์ในเรื่องนี้ให้ได้

ว่างงาน ให้แจ้งหัวหน้าเสมอ “ตอนนี้ผมว่างแล้ว มีอะไรให้ทำไหมครับ” อย่าเงียบ อย่าไม่บอกใคร คนอื่นจะไม่มีทางรู้ได้เลย ว่าตอนนี้เรายุ่งหรือเราว่าง ถ้าเราไม่บอกเขา ไม่มีใครก้าวหน้าในการงานด้วยการนั่งว่าง ๆ

ถีงเราจะเป็นน้องใหม่ ยังทำอะไรไม่ค่อยได้ แต่หัวใจของงานก็มีอย่างเดียวกัน เหมือนกันกับรุ่นพี่ทุกคนคือ การช่วยหัวหน้าแก้ปัญหา (ไม่ใช่สร้างปัญหา) เห็นเขาติดขัดเรื่องอะไร ให้อาสาเข้าไปช่วย เพื่อลดงาน ลดปัญหา ลดข้อติดขัดให้เขาได้ก็เพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นแอบบส่องเขาบ่อย ๆ ว่าเขามีปัญหาอะไรไหม

ระวัง: อย่าทำพลาดด้วยการ เอาใจ ประจบ อย่าเป็นคนแบบนั้น แค่เราแก้ไขปัญหาให้เขาได้ก็เพียงพอแล้ว สิ่งนี้แหละที่เขาต้องการ

ภาษาอังกฤษสำคัญมาก

ภาษาอังกฤษคือความจำเป็น และคือทางลัดของความก้าวหน้าในสายงานนี้ ไม่ต้องพูดได้ ไม่ต้องเขียนถูก ขอให้อ่านให้เกิดความเข้าใจให้ได้ก็เพียงพอแล้ว

คำเตือน: ใครยังอ่อนอยู่ต้องให้เริ่มหาวิธีที่อ่านให้เก่ง อ่านให้เข้าใจให้ได้ ไม่งั้นจะเติบโตในสายงานนี้ต่อไปไม่ได้เลย อยู่ได้แค่ในระดับล่าง

ไม่ต้องไปเรียนให้วุ่นวายชีวิต แค่ทำซ้ำมันบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว อยากเก่งเร็ว ๆ ก็ใช้มันบ่อย ๆ ทำซ้ำมันเยอะ

ในสายงานของเรามีความจำเป็นอย่างมากในการอ่านภาษาอังกฤษให้ได้ เพราะทุกปัญหาในตัวงาน จะมีวิธีแก้ไขให้เกือบทั้งหมดแล้วอยู่บนโลกดิจิทัล และมันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ขอเพียงแค่เรารู้วิธี search เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการก็ช่วยได้เยอะแล้ว

การเขียนภาษาอังกฤษ

ในบางครั้งเราจะเจอลูกค้าคนไทย พิมพ์ภาษาอังกฤษมาคุยกับเรา ถ้าเราไม่เชี่ยวอย่าเขียนคุยด้วยอังกฤษกับลูกค้าอย่างเด็ดขาด ให้พิมพ์ภาษาไทยกลับไปได้เลย ไม่ต้องกลัวโดนดูว่าโง่ เราเป็นคนไทยคุยกัน พิมพ์ไทยกลับไปได้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องอ่านของเขาให้เข้าใจนี่คือโจทย์สำคัญ ขอให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่ายก็เพียงพอแล้ว

หากอยากเก่งในการเขียน หรือการพูดมากขึ้น (ซึ่งมันจะจำเป็นกับเราในระดับงานที่สูงขึ้น) ก็มีวิธีเดียวอีกเหมือนเดิมคือทำซ้ำ ใช้มันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปเรียน แต่ควรไปฝึกกับคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น

และอย่าทำพลาดด้วยการนำไปฝึกกับลูกค้าอย่างเด็ดขาด มันจะทำให้ตัวเราเองดูไม่น่าเชื่อถือ และเขาไม่เกิดความเข้าใจ อาจจะเข้าใจผิดไปเลยก็ได้ งานสายเราต้องอิงอยู่กับคำว่าน่าเชื่อถืออยู่ตลอดเวลา (ไม่มีใครอยากจ่ายเงินแพง ๆ ให้คนที่ดูไม่น่าเชื่อถือมาทำงานให้)

ให้ความสำคัญกับชื่อเสมอ ทั้งชื่อคนชื่อบริษัท ทั้งของเราเองและลูกค้า เราจะไม่เรียก ไม่เขียน ไม่สะกดชื่อลูกค้าผิดอย่างเด็ดขาด มันดูไม่ให้เกียรติเขา

เป้าหมายที่ต้องการ

ให้น้อง ๆ ที่ทดลองงาน ได้นิสัยการทำงานที่ 1 2 3 4 และ 7 ให้ได้ ภายในเวลาที่กำหนด ก็จะทำงานร่วมกับทีมของดีบุญได้อย่างมีคุณภาพ และพัฒนาชีวิตของน้อง ๆ เองต่อไปได้อย่างดี

คำแนะนำในการวางตัวเอง

ย้ำอีกครั้งว่าสายงานของเรา หัวใจคือการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าและหัวหน้า เพราะฉะนั้นให้น้อง ๆ วาดภาพในหัวตัวเองเสมอ ตั้งเป้าหมายการทำงานของตัวเองในทุกวัน ให้เป็นคนที่อยู่ในโซนการเป็นคนที่แก้ไขปัญหาให้กับผู้อื่นได้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ จนเป็นนิสัยติดตัว เราจะได้ช่วยเหลือครอบครัวและคนรอบข้างของเราได้ด้วย

ระมัดระวังตัวเองเสมอไม่ให้อยู่ในโซนการเป็นผู้สร้างปัญหาแล้วให้คนอื่นมาช่วยแก้

ไม่มีใครก้าวหน้าด้านการงานและมีอนาคตที่ดีได้ จากการที่ต้องให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยอยู่ตลอดเวลา

Deeboon