เราต้องกังวลระดับไหน เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิของโลก

หลายๆคนน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว เกี่ยวกับเรื่องของภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นได้เพราะอะไร ทำไมถึงมีก๊าซเรือนกระจก มนุษย์ทำอะไรไปบ้าง มีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง ปลูกต้นไม้ ใช้พลังงานไฟฟ้า หยุดปล่อยคาร์บอน ฯลฯ .... เราจะข้ามเรื่องเหล่านี้ไปทั้งหมดครับ เรื่องเล่าครั้งนี้อยากจะให้ผู้คนได้มองเห็นภาพในอีกด้านหนึ่ง ว่าเราควรกังวลขนาดไหนเกี่ยวกับอุณหภูมิของโลก มันอันตรายกับเราแค่ไหน และร้ายแรงถึงขั้นไหนได้บ้าง

หนึ่งหมื่นปีก่อน

ก่อนหน้านี้โลกเรามีสภาพที่อันตราย เลวร้าย ยากแก่การมีชีวิตรอดอยู่ได้มาโดยตลอด ด้วยอุณหภูมิความหนาวเย็นและสภาพอากาศที่แปรปรวนแบบสุดขั้วจนคาดเดาไม่ได้เลย จนมาถึงช่วงหนึ่งที่โลกของเราค่อยๆปรับสมดุลย์ ในลักษณะที่สามารถมีอุณหภูมิคงที่ได้ มีสภาพอากาศที่คาดเดาได้ มีน้ำทะเลที่คงที่ มีแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่สองผืนที่ขั่วโลกเหนือและขั่วโลกใต้ เป็นเครื่องทำความเย็นไม่ให้โลกร้อนเกินไปจากแสงอาทิตย์

ซึ่งอุณหภูมิที่คงที่นี้มันทำให้เกิดเป็นฤดูกาลครับ โลกเริ่มมีฤดูกาลที่แน่นอน มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์เกิดขึ้น มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำสะอาด มีป่า มีอาหาร และความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ ทำให้เกิดอารยะธรรมของมนุษย์อย่างพวกเราขึ้น

เหตุการณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อช่วงนี้ว่า "ยุคสมัยโฮโลซีน" ยุคสมัยที่ดีที่สุดของดาวเคราะห์ดวงนี้และของมนุษยชาติ

ยุคโฮโลซีนจะมีอุณหภูมิที่คงที่ ตลอดยุคนี้จะมีอุณหภูมิบวกลบไม่เกินหนึ่งองศาเซลเซียส (หนึ่งองศาตรงนี้แหละคือหัวใจของเรื่องเล่านี้ทั้งหมด)

วันนี้

จากหนึ่งหมื่นปีก่อนจนถึงวันนี้เรายังอยู่ในยุคสมัยโฮโลซีนอยู่ใช่ไหม?
ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ได้ประกาศแล้วว่า ยุคสมัยของโฮโลซีนได้สิ้นสุดลงไปแล้ว!
ไม่กี่ปีมานี้เราเลยจุดที่ดีที่สุดของโลกช่วงหนึ่งหมื่นปีไปแล้ว

อุณหภูมิคงที่ ที่พวกเรามีมาตลอดได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้วด้วยมนุษย์ในยุคของเรา โดยพวกเราทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีเราก็ได้ทำลายสภาวะแวดล้อม ฤดูกาล และอุณหภูมิ ที่ดีที่สุดที่เรามีไปแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติเลย ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากๆในหลักสิบปี เราสามารถทำลายสภาวะแวดล้อมหลักหมื่นปีได้แบบง่ายๆ นี่คือผลงานชิ้นที่สำคัญที่สุดที่คนในยุคของเราได้ทำไว้แล้ว

วันนี้เรากำลังเดินทางเข้าสู่ยุคที่เลวร้ายแล้ว เลยจุดปลอดภัยออกมาแล้ว เรากำลังจะไปเจอกับอุณหภูมิที่แปรปรวนไม่คงที่มากขึ้นเรื่อยๆ สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ วิกฤติภัยธรรมชาติต่างๆ ที่จะมีมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตหลายๆชนิดเริ่มสูญพันธ์ลงเรื่อยๆ

อุณหภูมิเปลี่ยนขนาดไหนถึงเรียกว่าอันตราย

ยุคโฮโลซีนจะมีอุณหภูมิที่เปลี่ยนบวกลบ ไม่เกิน 1 องศา วันนี้นี้เราทะลุมาถึงที่ 1.1 องศาแล้ว โดยระดับที่สร้างความร้ายแรงกับโลกจะเกิดที่อุณหภูมิสูงขึ้นที่ 1.5 องศา

(โคโรนาไวรัส เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นแล้ว 1.1 องศา)

เรื่องที่ทุกคนกังวลมากที่สุดคือ ถ้าเราไม่แก้ไขอะไรเลยเรากำลังเดินทางไปที่ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกประมาณ 50 ปี เมื่อเทียบกับหลักหมื่นปีของโลกมันคือช่วงเวลาที่สั้นมากๆ นั่นหมายความว่าอีก 50 ปีลูกของเราหลานของเรา จะอยู่ในสภาพอากาศที่เอาชีวิตรอดได้ยากจนอาจจะถึงขั้นสูญสิ้นมนุษย์ได้เลย โดยการกระทำของคนยุคเราครับ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือแผ่นน้ำแข็งขั่วโลกละลาย

การที่โลกมีผืนแผ่นน้ำแข็งสองแห่งที่อาร์กติกและแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการคงสภาพอุณหภูมิของโลก

แผ่นน้ำแข็งสองผืนนี้เป็นเครื่องทำความเย็นให้กับโลก ช่วยลดความร้อนของแสงอาทิตย์ที่มาถึงโลก ความเย็นที่โลกได้รับไม่ใช่ตัวของน้ำแข็ง แต่เป็นผืนแผ่นสีขาวขนาดใหญ่ของน้ำแข็งทั้งสองผืน ที่ช่วยสะท้อนพลังของแสงอาทิตย์กลับออกไปสู่อวกาศได้ 90-95 % เพราะฉะนั้นน้ำแข็งไม่ต้องละลายหมดก็ได้ แค่สีที่เปลี่ยนไปจากสีขาวเป็นสีคล้ำขึ้นก็มีผลกับอุณหภูมิโลกแล้ว

ตอนนี้แผ่นน้ำแข็งสองแห่งที่อาร์กติกและแอนตาร์กติกาที่มีอายุหมื่นปี กำลังละลายลงในทุกวินาทีครับ ด้วยภาวะโลกร้อนในตอนนี้

และนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในกลไกความสมดุลย์ของโลก ในทางทฤษฏีพวกเรายังพอมีวิธีที่แก้ไขเรื่องคาร์บอนได้ ปลูกป่ากลับมาเหมือนได้ แต่เราทำให้ผืนแผ่นน้ำแข็งที่อาร์กติกและแอนตาร์กติกากลับมาเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว และนี่คือจุดที่น่ากลัวมากที่สุด

ช่วงสิบปีนี้สำคัญที่สุด

มีข้อมูลที่ชี้ว่าตอนนี้เป็นช่วงสิบปีแห่งความเป็นความตาย จะหมู่หรือจ่าก็ขึ้นอยู่กับการแก้ไข การทำอะไรบางอย่างในช่วงนี้ เราอยู่ในทศวรรษที่จะตัดสินในชะตากรรมของมนุษยชาติ กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกห้าสิบปีหรือร้อยปีข้างหน้า ลูกหลานของพวกเราเด็กๆที่เกิดในวันนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้างในสิ่งที่เราได้ทำลงไป

ส่วนตัวผมมองว่าเราไม่มีเวลาจะชิวแล้วครับ ไม่ว่าการกระทำใดๆ แอคชั่นใดๆ นโยบายใดๆ ทั้งส่วนตัว ส่วนรวม ทั้งสายการเมือง สายธุรกิจ ความสำคัญอันดับหนึ่งในทางด้านนโยบายเราต้องพุ่งเป้าไปที่เรื่องอุณหภูมิของโลกและภาวะโลกร้อนมาก่อนแล้วครับ เรานับถอยหลังทุกวินาทีที่แผ่นน้ำแข็งขั่วโลกละลายอยู่ในตอนนี้ ผู้คนทั่วโลกต้องมีแอคชั่นมากกว่านี้ ใครที่พอทำอะไรได้ต้องทำ ช่วยอะไรได้ต้องช่วยตามกำลังที่เรามีอย่างที่สุดแล้ว

เรามีเหลือแค่ 0.4 องศา กับเวลา 10 ปี

Deeboon